oneonit ธุรกิจ ไม่ใช่ทุกคนที่รู้เท่าทันหนว่าความสุขของตนเป็นยังไง

ไม่ใช่ทุกคนที่รู้เท่าทันหนว่าความสุขของตนเป็นยังไง

เพราะว่าที่สุดของจุดมุ่งหมายชีวิตของมนุษย์เป็น “เป็นสุข” แต่ว่าเป็นสุขตลอดระยะเวลาอาจเป็นได้ยาก และก็การไม่ทำอะไรเลยก็คงจะยากที่จะสุขสบาย มันก็เลยย่อมมีเรื่องมีราวของ “เวลา” มาเกี่ยวเนื่อง คำว่า work-life harmony ก็เลยดีมากกว่าอย่างแน่นอน ถ้าเกิดปรับชีวิตให้เป็นสุขกับงานไปด้วยได้ โน่นก็จะก่อให้ได้อีกทั้งเงิน ได้การเสร็จ อย่างกลมกลืน ย่อมทำให้เป็นสุขไปพร้อม คนใดล่ะจะไม่ต้องการที่จะอยากได้?

แม้กระนั้นไม่ใช่ทุกคนที่รู้เท่าทันครั้งว่าความสุขของตนเองเป็นยังไง ดังเช่น ถ้าเกิดนักบัญชีวัย 30+ คนหนึ่งเพิ่งจะพบว่าความสำราญของเขาเป็นการเล่นเปียโน แบบนั้นก็ควรจะลาออกจากงานแล้วไปเล่นเปียโนเป็นอาชีพสิ? เพื่องานจะได้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของชีวิต หรือ เลิกสุขกับเปียโนซะ! แล้วควรสุขสบายสำหรับการตรวจบัญชีให้ได้แทน… ก็อาจจะยากถูกไหม? แล้วก็อาจจะยากที่งานบัญชีกับเปียโนจะไปร่วมกันอย่างกลมกลืน

ถ้าเกิดโชคดีเล่นเปียโนจนถึงเก่งพอที่จะไปดำรงชีพได้ ชีวิตย่อมได้เติมเต็ม แต่ว่าอาชีพนี้จะเจริญได้ไหม? รายได้จะเท่าตอนทำบัญชีไหม? ในที่สุดแม้ว่าจะดำเนินการที่เป็นสุข แต่ว่ารายได้อาจก่อให้ชีวิตอีกด้านเริ่มทุกข์ลงเรื่อยก็เป็นไปได้ นี่เป็นไม่สมดุล

เหมือนกันกับเด็กที่เกิดมารู้ว่าถูกใจเตะบอลจนกระทั่งแปลงเป็นนักบอลอาชีพ เขาคงจะได้ดำเนินชีวิตร่วมกับงานอย่างสุขสบาย เพียงถ้าเกิดรายได้ดีหรือลืมตัว จนถึงหลุดไปสุขกับสิ่งอื่นด้วยจนถึงไม่สมดุล แปลงเป็นบั่นทอนชีวิตงานการของเขา มันก็เป็นไปได้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งมั่นใจว่าพวกเราก็คงจะเคยได้เห็นกันไม่มากมายก็น้อย ที่ไม่ใช่แค่แวดวงกีฬา ในทุกการบรรลุเป้าหมายของผู้ที่หลงไปก็เกิดขึ้นได้เสมอ

เมื่อกลับมาทวน Work-life balance ก็เลยส่งผลให้เกิดความรู้ความเข้าใจแง่ที่ว่า “สมดุลเป็นความเหมาะสมที่เป็นสุข” รวมทั้งเนื่องจากสมดุลย่อมมี 2 ด้าน สิ่งถัดมาที่ควรจะรู้เรื่องเป็นจะต้อง “รักษา” สมดุลนั้นให้ได้ด้วย